fbpx
การขยายธุรกิจ
อยากรับมือได้ เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น จะจัดการกับงาน กับคน อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด มาลองหาคำตอบไปด้วยกันได้เลย

  • บริษัทในกลุ่ม FAANG* คือบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่มีมูลค่าในตลาดหุ้นสูงที่สุด ได้แก่ (F)acebook, (A)mazon,(A)pple,(N)etflix,และ(G)oogle
  • สตาร์ทอัพแบบ Business to Business(B2B) ช่วยทำให้การก่อตั้งบริษัททำได้ง่ายขึ้น เพราะเปลี่ยนต้นทุนคงที่เป็นต้นทุนแปรผัน
  • การเปลี่ยนต้นทุนคงที่เป็นต้นทุนแปรผันคือการทำให้ต้นทุนมีความยืดหยุ่น ไม่ต้องลงทุนเองหมดทั้งระบบธุรกิจ แม้แต่ในส่วนที่ไม่จำเป็นเช่นการทำระบบเงินเดือน การใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 1 โปรแกรม ย่อมจ่ายน้อยกว่าจ้าง HR 1 คน
  • ธุรกิจประเภทนี้คือการให้เช่าต้นทุนต่างๆ หรือเป็นตัวกลาง เช่นให้เช่าเซิร์ฟเวอร์ จัดการเรื่องกฎหมาย โปรแกรมการจัดการเอกสาร Outsource แม่บ้าน เป็นต้น
  • แม้การจ่ายต้นทุนแปรผันจะทำให้ธุรกิจขยายตัวยาก แต่มันดีสำหรับบริษัทขนาดเล็ก ตรงที่สามารถตัดต้นทุนที่ไม่ต้องใช้เป็นประจำให้ลดลงได้
  • ธุรกิจสตาร์อัพแบบ B2B จึงช่วยให้บริษัทเล็กมีต้นทุนในการพัฒนาธุรกิจมากขึ้น โดยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง

 

ต้นทุนทางธุรกิจลดลงได้อย่างไรเมื่อใช้บริการสตาร์ทอัพ

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างจากบริษัทเทคโนโลยีที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมของเราขนาดของผลกระทบและการผูกขาดของบริษัทเหล่านี้มักเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงเสมอ

ซึ่งเป็นเรื่องจริง ที่บริษัทในกลุ่ม FAANG* และ บริษัทเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เช่น AirbnbและUber ได้ค้นพบส่วนผสมระหว่าง พลังของเครือข่าย (Network Effect)ในการเข้าถึงแหล่งทุนกับประสิทธิภาพในการทำเงินมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งสร้างความยากลำบากให้กับผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่พยายามจะเข้ามาแข่งขัน

เมื่อตามรอยไปจะพบว่ากลางปี 2018 บริษัทในกลุ่ม FAANG เพียงอย่างเดียวทำกำไรได้ถึง 11% ของกำไรทั้งหมดจากตลาด 500 S&P และ 38% ในดัชนี Year-to-date-gain แสดงให้เห็นว่าบริษัทเหล่านี้สามารถเพิ่มอิทธิพลของตัวเองเป็น 2 เท่าได้ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น นำไปสู่คำถามว่าบริษัทเหล่านี้ควรได้รับการควบคุมมากขึ้นหรือไม่ โดยมุ่งประเด็นไปที่การผูกขาดตลาด ซึ่งเป็นขอโต้เถียงระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันส์ในสภาคองเกรส

แต่นั่นคือการชี้ให้เห็นว่าทศวรรษของเทคโนโลยีอย่างช่วงปี 2010 นี้เป็นเพียงเรื่องของภาพรวมเศรษฐกิจกับการเติบโตของความไม่เท่าเทียมทางธุรกิจเท่านั้นหรือเปล่า บริษัทสตาร์ทอัพซึ่งประสบความสำเร็จจากการดำเนินกิจการแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) จำนวนมากกลับแสดงภาพเดียวกันที่แตกต่างในรายละเอียด โดยบริษัทเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนในการก่อตั้งธุรกิจ และลดความสำคัญของการใช้เงินทุนเพื่อเข้าสู่สนามธุรกิจและทำให้บริษัทขนาดเล็กได้รับส่วนแบ่งจากธุรกิจที่เกิดขึ้นเพราะมีบริษัทเทคโนโลยีเป็นสื่อกลาง

B2B Start up

 

ก้าวสู่โอกาสแห่งความเท่าเทียม :: เปลี่ยนต้นทุนคงที่เป็นต้นทุนแปรผัน

อะไรทำให้บริษัท AWS, WeWork, Stord, Gusto ละ RocketLawyer มีจุดที่เหมือนกัน พวกเขาให้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้งสำหรับสำนักงาน โกดังเก็บของ ระบบ การจ่ายเงินเดือนและแบบฟอร์มทางกฎหมาย ตามลำดับ  เมื่อมองโดยรวมจะพบว่าบริษัทเหล่านี้ไม่น่าจะมีอะไรเหมือนกัน

สิ่งที่ทำให้บริษัทเหล่านี้เหมือนกันก็คือพวกเขาจะเลือกให้บริการในสิ่งที่กลุ่มลูกค้าของเขาต้องการ เพราะลูกค้าของพวกเขาต่างมีธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายคงตัวนั่นคือ การเช่าเซิร์ฟเวอร์ ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และยอมเปลี่ยนมันเป็นต้นทุนแปรผัน เมื่อทบทวนแล้วว่า ต้นทุนคงที่ก็ยังคงอยู่แบบนั้นโดยไม่เปลี่ยนเป็นผลผลิต ในขณะที่ต้นทุนแปรผันวัดได้ด้วยผลจากธุรกิจ

เมื่อพ่อฉันเริ่มต้นธุรกิจที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ก่อนปี 1981 ฉันจำได้ว่ากล่อง AIX ขนาดใหญ่ ได้ส่งมาที่บ้านเรา โดยติดป้ายว่ามันเดินทางมาจากบริษัทใจกลางนิว เจอร์ซีย์ พ่อเริ่มตั้งบริษัทขึ้นในห้องนอนแขก เมื่อมองย้อนไป การเริ่มต้นเกือบทุกธุรกิจนั้นยาก เพราะค่าใช้จ่ายคงที่ที่สูง ถ้าไม่มี AWS หรือ WeWork คุณต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสำหรับค่าฮาร์ดแวร์และสัญญาเช่า

การหาแหล่งทุนไม่ว่าจะเป็นการกู้ธนาคาร เงินเก็บ เงินสนับสนุนจากเพื่อนและครอบครัวเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องเจอในเบื้องต้น

ในปัจจุบัน บริษัทสตาร์ทอัพเริ่มธุรกิจได้แทบทุกประเภทโดยที่มีต้นทุนคงที่เพียงไม่กี่รายการ  เช่นถ้าอยากหาร้านขายของออนไลน์(E-Commerce)เริ่มด้วยการสมัคร Shopify ฟรีและวางขายสินค้าดูสิ หรืออยากเป็นดีไซเนอร์ ฟรีแลนซ์ก็วางชิ้นงานของคุณไว้ใน Fiverr และพบลูกค้าของคุณผ่าน Breather ซึ่งสามารถเช่าใช้เป็นชั่วโมงได้

ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือแรงงาน การสร้างธุรกิจมีวิธีที่ง่ายกว่าเมื่อคุณเลือกเปลี่ยนต้นทุนตายตัวก้อนใหญ่ให้กลายเป็นต้นทุนที่ยืดหยุ่นสำหรับบริการขนาดย่อม และจ่ายเพิ่มได้เมื่อธุรกิจของคุณค่อยๆโตขึ้น

 

ค่าใช้จ่ายคงตัวน้อยลงหมายถึงต้นทุนมีความสำคัญน้อยลง

บริษัทสตาร์ทอัพที่เปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้เป็นต้นทุนแปรผันคือการลดต้นทุนที่ต้องแบกรับให้เบาบางลง ในการเริ่มต้นธุรกิจ มันลดอิทธิพลของผู้มีอำนาจคัดกรองการเข้าถึงแหล่งทุนลง สิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบนี้คือการที่ผู้ประกอบการมีความคิดเกี่ยวกับการเริ่มต้นธุรกิจที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของธุรกิจสตาร์ทอัพแบบ B2B ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันพอดีที่การร่วมมือกันของพวกเขาทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปอย่างมั่นคงมากขึ้น ในทิศทางที่ผู้ประกอบการที่ต้องการความก้าวหน้าไม่ได้มาจากการระดมทุนสร้างกิจการอีกต่อไป เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการเงินอีกต่อไปแล้ว

ประจวบกับที่สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูของผู้ประกอบการซึ่งเป็นฟรีแลนซ์ เมื่อชาวอเมริกัน  56.7 ล้านคนในปี 2018 เป็นฟรีแลนซ์ เหนือกว่าการสร้างผลกำไรจากการทำงานเพื่อตัวคุณเอง สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของภาคส่วนนี้คือฟรีแลนซ์สร้างรายได้มากกว่า 75,000 เหรียญต่อปี พวกเขาเข้าถึงไลฟ์สไตล์และสร้างกำไรทางสุขภาพที่ดีด้วยการกำหนดเวลาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจจะไม่ส่งผลทางตรงกับรายได้แต่ก็ส่งผลต่อความเป็นอยู่โดยรวมที่ดีขึ้น ที่จริงแล้วคนทำงานฟรีแลนซ์จำนวน 51% บอกว่ารายได้จากงานประจำไม่จูงใจมากพอให้เขากลับไปทำงานบริษัท และ 64% รายงานว่าพวกเขารู้สึกสุขภาพดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น

เมื่อเงินทุนมีบทบาทลดลงในธุรกิจใหม่ การเข้าถึงเงินทุนเป็นเพียงบทบาทที่เล็กกว่าในการจะบ่งชี้ว่าใครจะประสบความสำเร็จ หลายบริษัทได้ค้นพบแล้วว่า เดวิดคนใหม่ก็ฆ่าโกไลแอทได้อย่างสบายๆ (สตาร์ทอัพเอาชนะยักษ์ใหญ่ในธุรกิจดั้งเดิม) เศรษฐศาสตร์101 :: ยิ่งตัวขวางกั้นน้อยธุรกิจยิ่งมีโอกาสสร้างตลาดได้มากขึ้น การแข่งขันอย่างสมบูรณ์กำลังเข้ามาแทนที่การใช้อำนาจทุน

 

ต้นทุนผันแปรอาจทำให้ขยายธุรกิจยาก แต่มันโอเค

ต้นทุนแปรผันก็มีข้อเสีย บริษัทสตาร์ทอัพ ที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนต้นทุนคงที่ที่สูง สามารถจะทำกำไรที่สูงขึ้นได้เมื่อลดขนาดลง เปรียบเทียบ Microsoft หรือ Google ซึ่งมีการจ่ายค่าใช้จ่ายคงที่ที่สูงมากจากเงินเดือนและเซิร์ฟเวอร์ แต่มีค่าใช้จ่าย 2-3 รายการที่มาจากการบริการและการจัดการ 25 – 30 % เทียบกับ Costco**  ที่มีรายรับ 10,000 ล้านเหรียญต่อปี แต่รับผลกำไรเพียงหลักเดียวเนื่องจากประเภทการบริการของบริษัท

ทั้งต้นทุนแปรผันและต้นทุนตายดัวไม่มีอะไร “ดีกว่า” หรือ “แย่กว่า”แต่การที่ผู้ประกอบการมีตัวเลือกในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรให้โครงสร้างของต้นทุนในแต่ละช่วงวงจรของธุรกิจของบริษัท เพิ่มความสามารถในการสร้างไอเดียทางธุรกิจให้เป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่กำลังมองหาไอเดียทางธุรกิจ  และนักการเมืองถกเถียงกันอยู่เกี่ยวกับผลกระทบจากเทคโนโลยี ทั้งสองอย่างนี้จะช่วยให้บริษัทธุรกิจแบบ B2B มีโอกาสมากขึ้นในการเข้าถึงตลาดของบริษัทขนาดเล็ก

ความเท่าเทียมจากรายได้มาจากความเท่าเทียมทางโอกาส ในอนาคตประชาชนนับล้านสามารถสร้างสรรค์ธุรกิจได้ และประสบความสำเร็จตามความสามารถของพวกเขาและจากคุณภาพของงานที่เขาเหล่านั้นเสนอ มากกว่าเข้าถึงเงินทุนฟังเหมือนเป็นสัญญาณที่บริษัทยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley  ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น

 

*บริษัทกลุ่มเทคโนโลยีสตาร์ทอัพขนาดใหญ่ที่มีหุ้นราคาสูงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบด้วย(F)acebook, (A)mazon,(A)pple,(N)etflix,และ(G)oogle

**ห้างค้าส่งคล้ายแมคโคร

 

Ref ::How business-to-business startups reduce inequality โดย Sibjeet Mahapatra

Pinwaa
นักเขียนผู้เชื่อมั่นในพลังแห่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการสื่อสาร ที่จะช่วยคลี่คลายเรื่องยากต่างๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการเงินการลงทุนที่มีหลายแง่มุม