fbpx
การจัดการธุรกิจ SMEs
ทำให้การบริหารจัดการธุรกิจ SMEs มีความง่ายมากขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคโลกาภิวัฒน์ เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจย่อมส่งผลกับเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพาอาศัยประเทศมหาอำนาจด้วยกัน

การประกาศเก็บภาษีศุลกากรสินค้าส่งออกของจีน 25% เป็นการเปิดฉากสงครามการค้าของประวัติศาสตร์โลก ประเทศไทยที่ส่งออกสินค้าไปจีนและสหรัฐฯ จำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน (US-China Trade War) คืออะไร

The Momentum ได้สรุปไว้ว่า ทรัมป์กล่าวหาว่าจีนฉกฉวยเทคโนโลยีของเอกชนอเมริกันเอาไปต่อยอด เพื่อก้าวขึ้นเป็นหมายเลขหนึ่งของโลกในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อเมริกากำลังหวาดระแวงจีน ไม่เฉพาะแต่ด้านการค้า หากยังรวมถึงมิติของการลงทุนด้วย เนื่องจากในระยะหลัง ปักกิ่งใช้วิสาหกิจของรัฐบาลเป็นกองหน้าเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ ใช้เงินของรัฐซื้อเทคโนโลยีอเมริกัน แม้มีราคาสูงลิบลิ่วในแบบที่เอกชนจีนไม่อาจซื้อได้

สหรัฐจึงเรียกเก็บภาษีนำเข้า 1,102 รายการ จากจีนถึง 25% ในสินค้าจำพวกเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฮ-เทคประเภทต่างๆ เช่น ยานยนต์ ฮาร์ดไดรฟ์คอมพิวเตอร์ และแอลอีดี ส่วนจีนตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกัน โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ 128 รายการ ถึง 25% ในสินค้าจำพวกยานยนต์ และผลผลิตทางการเกษตร การเก็บภาษีนำเข้าสินค้า

ผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีนต่อไทยมีอะไรบ้าง?

กระทรวงพาณิชย์ของไทยยอมรับว่าไทยเริ่มได้รับผลกระทบจาก “สงครามการค้าสหรัฐ-จีน” แล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องซักผ้าและแผงโซลาร์เซลล์ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีผลกระทบในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น ค่าเงินบาทไทยที่เริ่มอ่อนตัวลง ส่งผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย

ไทยทำการค้าทั้งกับสหรัฐและจีน ซึ่งหากมองถึงสินค้าของไทยที่ส่งออกในภาพรวมแล้วไทยจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้านี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะประเภทของสินค้าที่ปรับภาษีขึ้นนั้นมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับการส่งออกโดยรวมของประเทศไทย

ฉะนั้นแล้วผู้ประกอบการ SME ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกอาจจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรจะประมาทและควรจะวางแผนเพื่อรองรับกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นเผื่อได้ด้วยเช่นกัน

  • สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อาจจะมีช่องทางในการส่งออกไปยังสหรัฐมากขึ้น เนื่องจากการกีดกันการค้าทำให้สินค้าจีนไม่สามารถส่งไปขายที่สหรัฐได้ในปริมาณเท่าเดิม แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ส่งออกไปยังประเทศจีนอาจจะได้รับผลกระทบที่เป็นผลพ่วงจากการกีดกันของสหรัฐ
  • สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจส่งออกสินค้า ประเภท มะพร้าว ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ และ มะม่วง จะมีโอกาสในการเข้าไปแทนที่สินค้าสหรัฐในตลาดจีนมากขึ้น
  • นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยยังได้รับผลกระทบเชิงบวกจากนโยบายลดภาษีการนำเข้าสินค้าประเภท อาหารแปรรูป อาหารทะเล เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องสำอางจากประเทศจีน

ผู้ประกอบการควรรับมืออย่างไรกับสถานการณ์นี้?

1. เพิ่มช่องทางนำเข้าวัตถุดิบ

หากกิจการของคุณมีการนำเข้าสินค้าหรืออะไหล่จากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐครั้งนี้ คุณควรจะศึกษาหาช่องทางการนำเข้าวัตถุดิบในเขตประเทศอื่นๆ ว่ามีผู้ผลิตไหนที่สามารถส่งสินค้าที่มีคุณภาพเดียวกันหรือใกล้เคียงกับที่คุณต้องการได้หรือไม่ และควรต้องศึกษาเรื่องมาตรการภาษีของประเทศนั้นเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ธุรกิจของคุณสามารถดำเนินต่อไปได้แม้ว่าจะเกิดสงครามการค้าหรือปัญหาอื่นๆ คุณก็พร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ได้

2. ขยายฐานลูกค้าเดิม และเร่งเจาะตลาดใหม่

ฐานลูกค้าเดิมที่คุณเคยมีอยู่ก็เป็นสิ่งที่คุณควรจะรักษาความสัมพันธ์ไว้ หรืออาจจะเป็นโอกาสอันดีในการเพิ่มยอดขายหรือขยายธุรกิจของคุณจากฐานลูกค้าเดิมก็เป็นได้ และนอกจากนี้คุณยังควรเร่งเจาะตลาดใหม่ให้มากขึ้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น หากคำสั่งซื้อหรือยอดขายของคุณต้องลดลงเนื่องจากต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น

3. เตรียมแผนการเงินสำรองสำหรับกิจการ

ไม่ว่าประเทศไทยหรือธุรกิจของคุณจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด ควรจะวางแผนให้ธุรกิจของคุณมีความยืดหยุ่นอยู่ตลอด ซึ่งปัจจัยสำคัญนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นเงินทุนสำรองและกระแสเงินสดหมุนเวียนของกิจการ เพื่อกิจการของคุณเตรียมพร้อมกับกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ทางที่ดีสำหรับสถานณการณ์แบบนี้แล้วควรเลือกสินเชื่อที่อนุมัติเร็วให้ดอกเบี้ยต่ำและสามารถยืดหยุ่นได้น่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้มากกว่า

สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังมองหาสินเชื่อ ลองศึกษาสินเชื่อประเภทต่างๆ ดู ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์เคยเขียนบทความเรื่องประเภทสินเชื่อให้ทุกท่านได้ศึกษาค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับผลกระทบของสงครามการค้าของสหรัฐ-จีน และวิธีการรับมือของธุรกิจ SME ที่ PeerPower รวบรวมมาในวันนี้ สำหรับกิจการที่ต้องการพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส โดยการขยายฐานลูกค้าเพิ่ม และมองหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม สามารถสมัครขอสินเชื่อและตรวจสอบคุณสมบัติกับเพียร์ พาวเวอร์ได้ที่นี่หรือคลิกที่ภาพด้านล่างค่ะ

 

Lalna W.
Lalna has over 5 years of experience in marketing and business development in financial technology and telecom industry. Her area of expertise spans across digital transformation, change management, online marketing strategy and corporate innovation. She holds MBA degree from Singapore Management University and graduated with a Humanities Degree as a valedictorian from Chulalongkorn University.