fbpx
การจัดการธุรกิจ SMEs
ทำให้การบริหารจัดการธุรกิจ SMEs มีความง่ายมากขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจ

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่สงสัยว่าควรจดทะเบียนบริษัทเมื่อไหร่ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพียร์ พาวเวอร์ มีข้อมูลมานำเสนอค่ะดังนี้

  • จดทะเบียนบริษัทเมื่อมีรายได้มากกว่า 750,000 บาทต่อปีขึ้นไปและต้องการสร้างเครดิตทางบัญชี
  • จดทะเบียนบริษัทมี 2 ประเภท ได้แก่ ทะเบียนพาณิชย์และนิติบุคคล
  • ทะเบียนพาณิชย์ เหมาะสำหรับกิจการขนาดเล็กที่มีมูลค่ากิจการไม่สูงมาก
  • ทะเบียนนิติบุคคล เหมาะสำหรับกิจการที่มีผู้ประกอบการร่วมกัน 2 คน การกระทำทุกอย่างจะเป็นไปในนามกิจการ
  • จดทะเบียนบริษัทมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ ตรวจและจองชื่อบริษัท จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ รอนายทะเบียนตรวจสอบเอกสาร เตรียมเอกสารหลักฐานเพื่อใช้จดทะเบียนบริษัทและสุดท้าย คือ ยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัท

จดทะเบียนบริษัทดีไหม มีขั้นตอนอะไรบ้าง

สำหรับผู้ประกอบการ SME แล้ว เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง อาจจะเริ่มคิดถึงเรื่องการจดทะเบียนบริษัทที่ว่ากันว่าจำเป็นขึ้นมาแล้วใช่มั้ยคะ แต่ผู้ประกอบการอาจจะยังไม่แน่ใจในข้อดีข้อเสีย รวมถึงไม่แน่ใจว่าอะไรบ้างที่จะบอกเราได้ว่านี่แหละ คือเวลาที่ควรจดทะเบียนบริษัทแล้ว

จดทะเบียนบริษัทเมื่อไหร่ดี

กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อไหร่กันแน่ที่ควรจดทะเบียนการค้า แต่สิ่งที่เป็นสัญญาณบอกได้ว่าถึงเวลาแล้วคือ รายรับของบริษัทนั่นเองค่ะ

เมื่อรายได้มากกว่า 750,000?

ตราบใดที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัทฐานเงินได้เมื่อต้องจ่ายภาษีจะถูกคำนวณแบบเป็นเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีฐานภาษีสูงสุดที่ 750,000 บาท เสียภาษีที่ 35% แต่ถ้าจดทะเบียนบริษัทแล้ว ภาษีเงินได้สูงสุดที่ต้องจ่ายจะอยู่ที่ 20% ซึ่งตรงนี้จะมองว่ามากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ เพราะปัจจัยในการคำนวณเงินได้ของบุคคลกับบริษัทที่ผ่านการจดทะเบียนมาแล้วมีความแตกต่างกัน ผู้ประกอบการควรพิจารณาส่วนนี้ให้ดีค่ะ

เมื่อต้องการสร้างเครดิตทางบัญชี

เมื่อบริษัทเติบโตถึงจุดหนึ่ง ผู้ประกอบการที่ต้องการขยับขยายให้บริษัทเติบโตขึ้น จะมีอีกเรื่องที่ต้องคิดถึงนั่นคือหลักฐานที่ใช้แสดงเพื่อยื่นขอสินเชื่อ ซึ่งบัญชีรายรับรายจ่าย งบการเงินต่างๆ จะเป็นเครดิตที่ดีหากมีการยื่นขออนุมัติ การจดทะเบียนบริษัทที่มาพร้อมการแยกบัญชีรายรับรายจ่ายของผู้ประกอบการออกจากบัญชีของบริษัทเองจะช่วยให้เห็นตัวเลขจริงที่เกิดจากการบริหารงานของบริษัทนั้นๆ ซึ่งช่วยให้การยื่นขออนุมัติสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น

จดทะเบียนบริษัทมีกี่ประเภท

นอกจากความสงสัยว่าการจดทะเบียนบริษัทควรจดเมื่อไหร่แล้ว ผู้ประกอบการบางรายอาจยังสงสัยเรื่องของการจดทะเบียนบริษัทเพิ่มเติมว่า การจดทะเบียนมีกี่ประเภท การจดทะเบียนบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน ดังนี้ค่ะ 

จดทะเบียนบริษัทแบบทะเบียนพาณิชย์ (บุคคลธรรมดา)

คือการจดทะเบียนบริษัทของกิจการที่มีผู้ประกอบการเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว คิดเอง ทำเอง มีอิสระและสามารถตัดสินใจทุกอย่างเกี่ยวกับกิจการได้เต็มที่หรือเหมาะกับกิจการขนาดเล็กที่ขายสินค้าหรือบริการง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก มูลค่าของกิจการไม่สูงมาก ข้อดีคือผู้ประกอบการจะได้รับกำไรเต็ม ๆ และเสียภาษีโดยคำนวณอัตราภาษีหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเท่านั้น แต่ถ้ากิจการขาดทุนก็ต้องรับผิดชอบทุกอย่างรวมถึงหนี้สินแบบไม่จำกัดเช่นกัน

จดทะเบียนบริษัทแบบทะเบียนนิติบุคคล

สำหรับกิจการที่มีผู้ประกอบการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน การกระทำทุกอย่างจะเป็นไปในนามกิจการทั้งหมด ข้อดีคือ ภาษีเงินได้สูงสุดที่ต้องจ่ายจะอยู่ที่ 20% ซึ่งน้อยกว่าจดทะเบียนบริษัทแบบทะเบียนพาณิชย์ ส่วนข้อเสียคือ การดำเนินกิจการอาจมีความล่าช้าเพราะมีผู้ตัดสินใจหลายคน โดยทะเบียนนิติบุคคลมี 3 ประเภทแบ่งตามการรับผิดชอบหนี้สิน ที่ “จำกัด” หรือ “ไม่จำกัดจำนวน”ดังนี้

ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญ

ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญ คือ กิจการที่มีผู้ประกอบการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จะจดหรือไม่จดทะเบียนนิติบุคคลก็ได้ โดยความรับผิดชอบของหุ้นส่วนมีประเภทเดียวเท่านั้น คือ ผู้ที่รับผิดชอบในหนี้สินแบบ “ไม่จำกัดจำนวน” ผู้เป็นหุ้นส่วนสามารถตกลงทำกิจการร่วมกันและแบ่งปันกำไรจากกิจการได้อีกด้วย แต่ถ้ากิจการขาดทุน หุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดชอบหนี้สินร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด

ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ กิจการที่มีผู้ประกอบการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ความรับผิดชอบของหุ้นส่วน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบ “จำกัด” และ แบบ “ไม่จำกัด” ผู้ที่รับผิดชอบในหนี้สินแบบ “จำกัด” จะไม่สามารถตัดสินใจในกิจการได้ และผู้ที่รับผิดชอบในหนี้สินแบบ “ไม่จำกัดจำนวน” จะมีสิทธิในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในกิจการได้ทั้งหมด ถ้าหากกิจการขาดทุน ห้างหุ้นส่วนจำกัดจะไม่ต้องจ่ายภาษี

บริษัทจำกัด

บริษัทจำกัด คือ กิจการที่มีผู้ประกอบการ 3 คนขึ้นไป ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ความรับผิดชอบของหุ้นส่วนมีประเภทเดียว คือ ผู้ที่รับผิดชอบในหนี้สินแบบ “จำกัด” ไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระ ซึ่งกิจการแบบนี้ต้องมีภาพลักษณ์ดี มีการวางแผนกิจการรัดกุม และมีการบริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการบริษัท เพื่อทำให้กิจการเกิดความน่าเชื่อถือ

จดทะเบียนบริษัทมีขั้นตอนอะไรบ้าง

1. ตรวจและจองชื่อบริษัท

2. จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ

  • หนังสือบริคณห์สนธิ คือ หนังสือแสดงความต้องการในการจัดตั้งบริษัท โดยจะต้องยื่นไม่เกิน 30 วันจากวันที่นายทะเบียนรับรองชื่อเรียบร้อย
  • ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจัดตั้งบริษัท
    • ชื่อของบริษัท (ตามที่ได้จองชื่อไว้)
    • ที่ตั้งสํานักงานใหญ่ / สาขา
    • วัตถุประสงค์ของบริษัท
    • ทุนจดทะเบียน
    • ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ ของพยาน 2 คน
    • ข้อบังคับ (ถ้ามี)
    • จํานวนทุน (ค่าหุ้น) ที่เรียกชําระแล้ว อยางน้อยร้อยละ 25% ของทุนจดทะเบียน
    • ชื่อ ที่อยู่ อายุของกรรมการ
    • รายชื่อหรือจํานวนกรรมการที่มีอํานาจลงชื่อแทนบริษัท (อํานาจกรรมการ)
    • ชื่อ เลขทะเบียนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตพร้อมค่าตอบแทน
    • ชื่อ ที่อยู่ สัญชาติ และจํานวนหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคน

3. รอนายทะเบียนตรวจสอบเอกสาร

เมื่อส่งเอกสารตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ให้รอการตรวจสอบจากนายทะเบียน หากมีส่วนไหนจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมจะได้รับการแจ้งกลับ

4. เตรียมเอกสารหลักฐานเพื่อใช้จดทะเบียนบริษัท

เอกสารที่ต้องเตรียมมา

  • แบบจองชื่อนิติบุคคล
  • สําเนาบัตรประจําตัวของผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคน
  • สําเนาหลักฐานการรับชําระคาหุ้นที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้น
  • แผนที่แสดงที่ตั้งสํานักงานใหญ่และสถานที่สําคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขป

หมายเหตุ: เอกสารทุกฉบับผู้ขอจดทะเบียนจะต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องอย่างน้อยหนึ่งคน ยกเว้นสำเนาบัตรประจําตัวหรือหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียน เจ้าของบัตรจะต้องเป็นผู้เซ็นรับรองความถูกต้องด้วยตนเอง

5. ยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัท

ยื่นคำขอได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในเขตที่ใกล้บ้านผู้ประกอบการทุกจังหวัดทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 87 แห่ง เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนและมอบหนังสือรับรอง ก็แสดงว่าผู้ประกอบการเป็นเจ้าของบริษัทที่ได้จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

จดทะเบียนบริษัทกับคำถามที่พบบ่อย

จดทะเบียนบริษัท ทำด้วยตนเองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญดีกว่า?

ผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนด้วยตนเองได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อดีก็คือผู้ประกอบการจะได้เรียนเกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียนตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ถ้าผู้ประกอบการไม่อยากเสียเวลาหรือไม่อยากวุ่นวายในขั้นตอนและเอกสาร ก็สามารถจ้างสำนักงานบัญชีได้เช่นกัน

จดทะเบียนบริษัท ใช้ทุนเท่าไหร่

กิจการทั่วไปไม่มีกำหนดทุนจดทะเบียน โดยปกติแล้วทุนที่ใช้มากน้อยจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับกิจการนั้นๆ โดยมูลค่าหุ้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท/หุ้น

จดทะเบียนบริษัท ต้องมีเงินสดไปวางตามจำนวนที่จดทะเบียนหรือไม่

ก่อนอื่นผู้ประกอบการจะต้องชำระค่าหุ้น 25% ของทุนจดทะเบียน โดยส่วนที่เหลือสามารถค้างชำระไว้ก่อนได้ ยกตัวอย่างเช่น ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ต้องชำระค่าหุ้น 250,000 บาทก่อน

จดทะเบียนบริษัท ต้องมีหุ้นส่วนกี่คน

สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องมีหุ้นส่วน 2 คนขึ้นไป และสำหรับบริษัทจำกัดจะต้องมีหุ้นส่วน 3 คนขึ้นไป

เราสามารถให้พ่อแม่เป็นผู้ถือหุ้นได้หรือไม่

ผู้ประกอบการสามารถให้พ่อแม่ถือหุ้นให้คนละ 1% และผู้ประกอบการถือหุ้นจำนวนที่เหลือทั้งหมด หรือตามความต้องการได้ โดยผู้ประกอบการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามกระทำแทนบริษัทแต่เพียงผู้เดียว ขอบเขตการรับผิดชอบจะไม่มากเกินกว่ามูลค่าหุ้นที่ถือเอาไว้

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ควรเป็นที่ไหน

การจดทะเบียนบริษัทควรจะมีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งชัดเจน จะเป็นเจ้าของเองหรือเช่าคนอื่นก็ได้ ถ้าเป็นเจ้าของเองก็ต้องทำหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นสถานประกอบการ แต่ถ้าเป็นผู้เช่าก็ต้องทำสัญญาเช่าให้ชัดเจน

ค่าธรรมเนียมเป็นอย่างไร ใช้เวลากี่วัน

  • การจองชื่อและยื่นตรวจเอกสารออนไลน์ใช้เวลาประมาณ 1 วัน และเมื่อนายทะเบียนตรวจสอบเอกสารเสร็จดำเนินการยื่นจดทะเบียนใช้เวลาประมาณ 1 วันเป็นอันเสร็จสิ้น
  • ค่าธรรมเนียม
    • ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ คิดจากเงินทุนแสนละ 50 บาท โดยเกณฑ์การชำระขั้นต่ำอยู่ที่ 500 บาท และขั้นสูงได้ไม่เกิน 25,000 บาท
    • ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบริษัท ตามทุนจดทะเบียนแสนละ 500 บาท ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5,000 บาท และขั้นสูงไม่เกิน 250,000 บาท
    • ค่าธรรมเนียมออกหนังสือรับรอง ฉบับละ 200 บาท
    • ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ฉบับละ 100 บาท
    • ค่ารับรองสำเนาเอกสาร หน้าละ 50 บาท

 

การจดทะเบียนบริษัทส่งผลดีกับบริษัทของผู้ประกอบการหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษี ความน่าเชื่อถือของธุรกิจ รวมทั้งสร้างโอกาสในการขอสินเชื่อเพื่อพัฒนาธุรกิจของผู้ประกอบการและสร้างความถูกต้องในเรื่องของกฎหมาย เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ประกอบการศึกษาการจดทะเบียนบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่าการจดทะเบียนย่อมสร้างประโยชน์มากกว่าโทษ และหากผู้ประกอบการท่านใดมีการจดทะเบียนบริษัทมากกว่าสองปีขึ้นไปและต้องการเงินลงทุนลองปรึกษาเพียร์ พาวเวอร์ ได้เลยค่ะ

ออกหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง

Lalna W.
Lalna has over 5 years of experience in marketing and business development in financial technology and telecom industry. Her area of expertise spans across digital transformation, change management, online marketing strategy and corporate innovation. She holds MBA degree from Singapore Management University and graduated with a Humanities Degree as a valedictorian from Chulalongkorn University.