fbpx
การจัดการธุรกิจ SMEs
ทำให้การบริหารจัดการธุรกิจ SMEs มีความง่ายมากขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การตลาดประสบความสำเร็จได้ คือ “การเข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการอะไร” เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด และเครื่องมือที่เป็นเสมือนขุมทรัพย์ของข้อมูลในการตลาดยุคใหม่ได้ก็คือ Big Data เรามาลองทำความรู้จักเครื่องมือนี้และเรียนรู้กรณีศึกษาของการนำเครื่องมือไปใช้ทางการตลาดกันค่ะ

Big Data คืออะไร?

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า Big Data เป็นคำศัพท์ทางเทคนิคหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว Big Data คือแหล่งรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สามารถปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตประจำวันของเราได้ ตั้งแต่การช่วยพัฒนาทางการแพทย์ ทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือการจัดระเบียบข้อมูลผู้ป่วยที่ซับซ้อน ไปจนถึงการจัดระเบียบการจราจรที่วุ่นวายในเมืองหลวง

ในทางการตลาด นักการตลาดปัจจุบันเริ่มนำเอา AI และ Machine Learning หรือ การป้อนข้อมูลให้ระบบปฏิบัติการเพื่อดำเนินการวิเคราะห์และหาข้อสรุปของข้อมูลจำนวนมหาศาลมาใช้ซึ่งผลลัพธ์จะช่วยให้นักการตลาดสามารถคาดการณ์ต่อไปได้ว่ากลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของตนมีลักษณะอย่างไร และมีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างไรในอนาคต เพื่อวางแผนการสื่อสารทางการตลาดอย่างตรงเป้าหมาย

เรามาลองดู 4 วิธีการนำ Big Data ไปใช้ในการตลาด ดังนี้

1. เสนอโฆษณาตรงกลุ่มเป้าหมาย

เมื่อนักการตลาดได้รับข้อมูลของผู้ใช้มากขึ้นและมากขึ้นในทุกวัน พวกเขาจะสามารถนำเสนอโฆษณาที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ การเก็บข้อมูลของผู้ใช้นั้นเป็นวิธีที่ Google และ Facebook ทำมาโดยตลอด จะดีแค่ไหนถ้าคุณสามารถตั้งเป้าหมายกลุ่มลูกค้าได้เพียงดูจากบทความที่พวกเขาเข้าไปอ่าน

The Weather Channel แอพพลิเคชั่นที่แสดงข้อมูลและพยากรณ์สภาพอากาศ ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการโฆษณาสมัยใหม่ โดยวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจาก 3 ล้านแห่งบนโลก แล้วนำมาประกอบกับข้อมูลพยากรณ์อากาศเพื่อโฆษณาเจาะจงไปยังลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ เช่น บริษัทแชมพู สามารถนำข้อมูลไปเพื่อเลือกโฆษณาขายแชมพูเพื่อผมนุ่งตรง จัดทรงง่าย (anti-frizz) ให้กับลูกค้าที่อยู่ในบริเวณที่อากาศชื้นได้

2. เสิร์ชข้อมูลครั้งเดียวก็เอาอยู่ (Semantic Search)

Semantic Search เป็นวิธีการค้นหาข้อมูลรูปแบบหนึ่งที่กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะ Google จะนำการเสิร์ชข้อมูลนี้มาใช้ด้วย

เมื่อลองนึกถึงการหาข้อมูล เราจะตรงไปที่ Google และพิมพ์เฉพาะคำสำคัญของสิ่งที่ต้องการหา แต่ในอนาคตเราจะสามารถค้นหาข้อมูลได้โดยการพิมพ์ข้อความในรูปแบบภาษาพูดทั่วไป และ Google จะสามารถตอบคำถามได้ตรงกับที่เรากำลังหาอยู่ เรียกได้ว่า เสิร์ชหาครั้งเดียวก็รู้เรื่องแล้ว

การค้นหาข้อมูลในลักษณะนี้ก็นำ Big Data และ Machine Learning มาใช้เช่นกัน เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้นจากระบบที่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าผู้ใช้ต้องการอะไรแล้ว ยังช่วยให้นักการตลาดพัฒนาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่เข้าใช้เว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นด้วย

Walmart บริษัทที่มีมูลค่าการขายสูงหลายพันล้านบาท ก็นำการวิเคราะห์คำและ Machine learning มาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำให้กับการค้นหา อ้างอิงจากข้อมูลของ Walmart พบว่าการนำ Semantic Search มาใช้ สามารถเพิ่ม Conversion Rate หรือการทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ เป็นผู้ซื้อสินค้าในเว็บไซต์ได้เพิ่มขึ้นถึง 10-15% และยังช่วยประหยัดเวลาในการแก้ไขปัญหาหรือตอบคำถามทางธุรกิจที่ซับซ้อนได้อีกด้วย

3. เนื้อหาข้อมูลตรงใจลูกค้า

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไม Netflix จึงสามารถสร้างรายชื่อภาพยนตร์แนะนำที่ตรงใจลูกค้าแต่ละคน (personalize) ได้ นั่นก็เพราะ Netflix ได้นำ Big Data มาประมวลผลเพื่อเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ผู้ผลิตสื่อและเนื้อหาต่างๆ ก็สามารถนำเสนอข้อมูลที่ตรงใจผู้อ่านได้เพียงแค่กดดูข้อมูลจำนวนมหาศาลนั้น และวิเคราะห์ว่าผู้คนกำลังสนใจที่จะอ่านเรื่องใดมากที่สุด ดังนั้น ผู้ผลิตสื่อจะต้องพยายามเขียนเรื่องราวให้ตรงจุดที่สุด และนักการตลาดสายดิจิตอลสามารถนำข้อมูลจากเว็บไซต์มาใช้ประโยชน์ เช่น นำข้อมูลที่อยู่ (location) ข้อมูลเชิง demographics เช่น อายุ เพศ ของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์มาพัฒนาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น Netflix ใช้วิธีการเก็บข้อมูลผู้ชมภาพยนตร์และประมวลผลข้อมูล จนสามารถพัฒนาเนื้อหารายการใหม่ๆที่น่าจะถูกใจผู้ชม และสามารถแนะนำรายการที่น่าสนใจสำหรับแต่ละบุคคลได้สำเร็จแล้ว สิ่งต่อไปที่ Netflix กำลังทดลองทำ คือ การเลือกแบนเนอร์กราฟฟิคที่น่าสนใจสำหรับแต่ละบุคคล ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่แต่ละบุคคลจะเห็นแบนเนอร์ภาพยนตร์ที่แตกต่างกันตามภาพฉากการกระทำของตัวละครที่น่าจะตรงใจ หรือ ภาพนักแสดงภาพยนตร์ที่คุ้นตาเรา ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็มาจากการประมวลผล Big Data แล้วทั้งสิ้น

Big-Data

4. การทำงานร่วมกัน: มนุษย์และเทคโนโลยี

หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า ในอนาคต AI และความสามารถของระบบในการวิเคราะห์ Big Data จะมาแทนที่การวิเคราะห์โดยมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบจะยังต้องการการสั่งการทำงานโดยมนุษย์อยู่ และมนุษย์จะต้องเป็นผู้ดึงสรุปจากข้อมูลจำนวนมหาศาลนั้น

ด้วยเหตุนี้เอง ในอนาคต นักการตลาดจึงต้องเรียนรู้การทำงานกับระบบต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและทำการตัดสินใจโดยอ้างอิงข้อมูลจากระบบนั้น โดยเฉพาะเมื่อนักการตลาดต้องวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลอย่าง Big Data นี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างไร ระบบก็ยังจะคงต้องการการสนับสนุนของมนุษย์ เพราะมนุษย์คงไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลนั้นได้ด้วยตัวเองทั้งหมด และระบบเองก็คงไม่สามารถปฏิบัติการเองโดยไม่มีการป้อนข้อมูลได้ การผสมผสานการทำงานร่วมกันจะยิ่งทำให้ผลลัพธ์การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก

Data Cafe ของ Walmart แหล่งรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เพื่อหารูปแบบความเกี่ยวข้องข้อมูล และแสดงผลการจำลองข้อมูลผ่าน smart boards ได้ ก็ยังต้องอาศัยการป้อนข้อมูลจากทีมงานทุกส่วนของภาคธุรกิจก่อน

Netflix การแสดงแบนเนอร์ภาพยนตร์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล แน่นอนว่าการเชื่อมโยงนั้น ต้องอาศัย Machine Learning พิจารณาเองเป็นหลัก แต่ก็ต้องอาศัยมนุษย์ในการคัดเลือกกราฟฟิครูปแบบต่างๆที่หลากหลายและสามารถรองรับอัลกอริทึ่มต่างๆได้

และนี่คือ 4 ประโยชน์หลักของ Big Data ที่สามารถนำไปใช้กับกลยุทธ์ทางการตลาดได้ค่ะ SME ที่กำลังมองหาช่องทางทางการตลาดอยู่ อย่าลืมนำ Big Data ไปใช้กันนะคะ

 

Lalna W.
Lalna has over 5 years of experience in marketing and business development in financial technology and telecom industry. Her area of expertise spans across digital transformation, change management, online marketing strategy and corporate innovation. She holds MBA degree from Singapore Management University and graduated with a Humanities Degree as a valedictorian from Chulalongkorn University.